วันพุธ, สิงหาคม 17, 2559

อ่านผลตรวจเลือดด้วยตนเอง

แปะเก็บไว้

อ่านผลตรวจเลือดด้วยตนเอง (ควรจัดพิมพ์เก็บเอาไว้อ่านเทียบกับผลตรวจสุขภาพประจำปีนะครับ)

โดย นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

วันนี้ผมจะรวบยอดสอนการแปลผลการตรวจเคมีในเลือดให้ฟัง ท่านที่ถามมาคล้ายกันแต่ว่าผมไม่ได้ตอบก็ขอให้เอาวิธีแปลผลที่คุยกันวันนี้ไปแปลผลการตรวจของท่านเอาเองก็แล้วกัน

1. Blood chemistry แปลตรงๆว่าเคมีของเลือด หมายถึงระดับของสารต่างๆที่อยู่ในเลือดซึ่งก่อปฏิกิริยาเคมีได้ ซึ่งการเพิ่มขึ้นหรือลดลงของสารเหล่านี้ บ่งบอกไปถึงว่าจะมีโรคอะไรเกิดขึ้นในร่างกายบ้าง

 2. FBS = ย่อมาจาก fasting blood sugar แปลว่าระดับน้ำตาลในเลือดหลังการอดอาหารมาอย่างน้อย 8 ชั่วโมง เป็นการตรวจสถานะของโรคเบาหวานโดยตรง คือคนปกติค่านี้จะต่ำกว่า 100 mg/dL ถ้าของใครสูงเกิน 125 ก็ถือว่าเป็นเบาหวานแล้วอย่างบริบูรณ์

3. HbA1C = ย่อมาจาก hemoglobin A1C แปลว่าระน้ำตาลสะสมเฉลี่ยสามเดือนในเม็ดเลือดแดง มีความหมายคล้ายๆกับค่า FBS คือโดยคำนิยาม ถ้าน้ำตาลสะสมเฉลี่ยของของใครสูงกว่า 6.5% ก็ถือว่าเป็นโรคเบาหวานไปแล้วอย่างบริบูรณ์ ค่า HbA1C นี้ดีกว่าค่า FBS ในสองประเด็น คือ
3.1 ทำให้เราตรวจคัดกรองเบาหวานได้ทุกเมื่อ โดยไม่ต้องอดอาหารมาล่วงหน้า
3.2 การที่มันสะท้อนค่าน้ำตาลในเลือดในช่วงเวลาสามเดือนย้อนหลัง จึงตัดปัญหาระดับน้ำตาลวูบวาบในช่วงหนึ่งวันก่อนการตรวจ คือคนไข้บางคนที่จะทำตัวดีเฉพาะสองสามวันก่อนไปหาหมอเพื่อให้น้ำตาลในเลือดดูดี พอคล้อยหลังหมอตรวจเสร็จก็ออกมาสั่งไอติมมากินเป็นกะละมังให้หายอยาก คนไข้แบบนี้การตรวจ HbA1C จะทำให้ทราบสถานะที่แท้จริงของเบาหวานดีกว่า

4. BUN =  ย่อมาจาก blood urea nitrogen แปลว่าไนโตรเจนในรูปของยูเรีย  ตัวยูเรียนี้เป็นเศษของเหลือจากการเผาผลาญโปรตีนที่ตับ ซึ่งต้องถูกกำจัดทิ้งโดยไต การวัดระดับค่าของ BUN เป็นตัวบ่งบอกว่าเลือดไหลไปกรองที่ไตมากพอหรือไม่ ในภาวะที่เลือดไหลไปกรองที่ไตน้อยลง เช่นในภาวะร่างกายขาดน้ำ หรือสูญเสียเลือดไปทางอื่นเช่นเลือดออกในทางเดินอาหาร หรือในภาวะช็อก ระดับของ BUN จะสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ค่าปกติของ BUN คือ 8-24 

5. Cr = เขียนเต็มว่า Creatinine แปลว่าเศษเหลือจากการสลายตัวของกล้ามเนื้อ คือกล้ามเนื้อของคนเรานี้มันสลายตัวและสร้างใหม่อยู่ตลอดเวลา คนมีกล้ามมากก็สลายตัวมากสร้างมาก Cr ซึ่งเป็นเศษซากที่สลายตัวออกมาจะถูกไตขับทิ้งไป แต่ในกรณีที่ไตเสียการทำงาน เช่นเป็นโรคไตเรื้อรัง ไตจะขับ Cr ออกทิ้งไม่ทันกับที่กล้ามเนื้อสลายออกมา ทำให้ระดับ Cr ในเลือดสูงผิดปกติ ค่าปกติของมันคือ 0.7-1.2 mg/dL 

6. eGFR = เรียกสั้นๆว่า จีเอฟอาร์. ย่อมาจาก estimated glomerular filtration rate แปลว่าอัตราการไหลของเลือดผ่านตัวกรองของไตในหนึ่งนาที ค่านี้ได้จากการคำนวณเอาจาก Cr กับอายุ และชาติพันธุ์ของเจ้าตัว ห้องแล็บที่ยังไม่ทันสมัยจะไม่รายงานค่านี้ ถ้าเจ้าตัวอยากทราบค่านี้ต้องเอาค่า Cr ที่ได้ไปอาศัย GFR calculator ตามเว็บในเน็ทคำนวณให้ ค่าจีเอฟอาร์.นี้มีประโยชน์มากในแง่ที่ใช้แบ่งระดับความรุนแรงของคนที่ Cr ผิดปกติอย่างคุณนี้ว่ามีความรุนแรงเป็นโรคไตเรื้อรังระยะไหนของ 5 ระยะ กล่าวคือ 
ระยะที่ 1 ตรวจพบพยาธิสภาพที่ไตแล้ว แต่ไตยังทำงานปกติ (จีเอฟอาร์ 90 มล./นาที ขึ้นไป) 
ระยะที่ 2 ตรวจพบพยาธิสภาพที่ไตแล้ว และไตเริ่มทำงานผิดปกติเล็กน้อย (จีเอฟอาร์ 60-89 มล./นาที)
ระยะที่ 3 ไตทำงานผิดปกติปานกลาง ไม่ว่าจะตรวจพบพยาธิสภาพที่ไตหรือไม่ก็ตาม (จีเอฟอาร์ 30-59 มล./นาที
)ระยะที่ 4 ไตทำงานผิดปกติมาก (จีเอฟอาร์ 15-29 มล./นาที)
ระยะที่ 5. ระยะสุดท้าย (จีเอฟอาร์ต่ำกว่า 15 หรือต้องล้างไต)    

 7. Uric acid ก็คือกรดยูริกที่เป็นต้นเหตุของโรคเก้าท์นั่นแหละ ค่าปกติของกรดยูริกในเลือดคือ 3.4-7.0 

8. Triglyceride คือไขมันไตรกลีเซอไรด์ ซึ่งเป็นไขมันก่อโรคชนิดหนึ่งในร่างกายเรา ระดับที่สูงจนต้องใช้ยาคือเกิน 200 mg/dl 

9. HDL-cholesterol เรียกสั้นๆว่าเอ็ช.ดี.แอล. เรียกอีกอย่างว่า “ไขมันดี” เพราะมันเป็นไขมันที่ดึงไขมันที่พอกหลอดเลือดออกไปจากหลอดเลือด ดังนั้นยิ่งมีเอ็ช.ดี.แอล.มากก็ยิ่งดี คนปกติควรมีเอ็ชดีแอล.เกิน 40 mg/dl ขึ้นไป 

10. LDL-cholesterol เรียกสั้นๆว่าแอลดีแอล. หรือเรียกอีกอย่างว่า “ไขมันเลว” เพราะมันเป็นตัวไขมันที่พอกอยู่ที่ผนังหลอดเลือดและเป็นไขมันก่อโรคโดยตรง การจะตัดสินว่าคนไข้คนไหนควรกินยาลดไขมันเมื่อไหร่ก็ตัดสินกันจากระดับแอลดีแอล.นี่แหละ โดยเทียบกับความเสี่ยงในการเป็นโรคที่แต่ละคนมีเป็นทุนอยู่แล้ว  กล่าวคือ
- ถ้ามีความเสี่ยงต่ำ จะให้เริ่มทานยาลดไขมันเมื่อ LDL มากกว่า 160
- ถ้ามีความเสี่ยงปานกลาง จะให้เริ่มทานยาลดไขมัน
เมื่อ LDL มากกว่า 130
- ถ้ามีความเสี่ยงสูง หรือเป็นโรคหัวใจ หรือเบาหวาน หรืออัมพาตแล้ว จะให้เริ่มทานยาลดไขมันเมื่อ LDL มากกว่า 100   

11. Total Cholesterol หมายถึงโคเลสเตอรอลรวมในร่างกาย เป็นค่ารวมของไขมันสามอย่าง กล่าวคือ    
โคเลสเตอรอลรวม = ไขมันดี (HDL) + ไขมันเลว (LDL) + หนึ่งในห้าของไขมันไตรกลีเซอไรด์      สมัยก่อนเราใช้ค่าโคเลสเตอรอลรวมตัวนี้ตัวเดียวในการประเมินไขมันในเลือด จึงได้กำหนดค่าปกติไว้ว่าถ้าสูงเกิน 240 mg/dl จึงจะถือว่าสูงและเริ่มใช้ยา 
แต่สมัยนี้เราไม่ค่อยจะดูค่าโคเลสเตอรอลรวมกันเท่าไหร่แล้ว เราดูเจาะลึกลงไปถึงไขมันแต่ละชนิด และตัดสินใจใช้หรือไม่ใช้ยาจากระดับไขมันเลว (LDL) โดยไม่สนใจโคเลสเตอรอลรวมแล้ว เพราะค่านี้มักชักนำให้เข้าใจผิด ยกตัวอย่างเช่นถ้าดูค่าโคเลสเตอรอลรวมได้ 214 ซึ่งก็แค่สูงเกินพอดีไปบ้างแต่ไม่สูงถึงกับต้องใช้ยา แต่ว่าจริงๆแล้วเป็นความเข้าใจผิด เพราะค่าโคเลสเตอรอลรวมดูต่ำอยู่ได้เพราะมีไขมันดี (HDL) ต่ำกว่าปกติ เลยพลอยทำให้ค่าโคเลสเตอรอลรวมต่ำไปด้วย ทั้งๆที่เป็นคนมีไขมันเลวอยู่ในระดับสูงถึงขั้นต้องใช้ยาแล้ว 

12. AST(SGOT) = ย่อมาจาก aspartate transaminase หรือชื่อเก่าว่า serum glutamic oxaloacetic transaminase เป็นเอ็นไซม์ที่ปกติอยู่ในเซลของตับ ซึ่งจะไม่ออกมาในเลือด หากมีเอ็นไซม์ตัวนี้ออกมาในเลือดมากก็แสดงว่าเซลตับกำลังได้รับความเสียหาย เช่นอาจจะมีตับอักเสบจากการติดเชื้อหรือจากสารพิษ หรือแม้กระทั้งจากแอลกอฮอล์ และไขมันแทรกเนื้อตับ ค่าปกติของ AST คือไม่เกิน 40 IU/L 

13. ALT (SGPT) = ย่อมาจาก alamine amintransferase หรือชื่อเก่าว่า serum glutamic pyruvic transaminase เป็นเอ็นไซม์ที่ปกติอยู่ในเซลของตับเช่นเดียวกับ AST และจะออกมาในเลือดเมื่อเซลตับได้รับความเสียหายเช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่มีเนื้องอกอุดตันทางเดินน้ำดี ค่าปกติของ ALT คือไม่เกิน 34 IU/L 

14. Alkaline Phosphatase = เป็นเอ็นไซม์ที่อยู่ในเซลของตับ ทางเดินน้ำดี และของกระดูกเป็นส่วนใหญ่ ความหมายของเอ็นไซม์ตัวนี้หากมันสูงขึ้นคืออาจจะมีปัญหาที่ทางเดินน้ำดี ตับ หรือกระดูก ค่าปกติในผู้ชายผู้ใหญ่ไม่เกิน 128 U/L

15. GTT = ย่อมาจาก gamma glytamyl transpeptidase เป็นเอ็นไซม์ในเซลตับและทางเดินน้ำดีเช่นเดียวกับ ALT มีความไวต่อความเสียหายของเซลตับมากกว่า แต่ขาดความจำเพาะเจาะจง หมายความว่าเมื่อ GTT สูงจะเกิดจากอะไรก็ได้ที่อาจจะไม่ใช่เรื่องของตับ เช่นอาจมีปัญหาที่ตับอ่อน ที่หัวใจ ที่ปอด หรือแม้กระทั่งเป็นเบาหวาน อ้วน หรือดื่มแอลกอฮอล์ ก็ทำให้ GTT สูงได้ สารตัวนี้จึงไม่มีประโยชน์ในการคัดกรองโรคเลย 

16. HBs Ag = ย่อมาจาก hepatitis B surface antigen แปลว่าตัวไวรัสตับอักเสบบี.ซึ่งตรวจจากโมเลกุลที่ผิวของมัน ถ้าตรวจได้ผลบวกก็แปลว่ามีเชื้อไวรัสตับอักเสบบี.อยู่ในตัว หากตรวจได้ผลลบ ก็แปลว่าไม่มีเชื้อไวรัสตับอักเสบบี

17. Anti HBs = ย่อมาจาก antibody to hepatitis B surface antigen แปลว่าภูมิต้านทานต่อไวรัสตับอักเสบบี. หากตรวจได้ผลบวกก็แปลว่าคุณมีภูมิคุ้มกันต่อไวรัสบี.แล้ว ไม่ต้องไปแสวงหาการฉีดวัคซีน

วันอาทิตย์, สิงหาคม 30, 2558

วิกฤตไม่เป็นโอกาส #2

ต่อเนื่องจาก post ที่แล้ว

ขอขยายความว่า สิ่งที่ผมเสนอ ชัดๆ คือ

ให้มีการสร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม อันจะก่อให้เกิดธุรกิจบริการออนไลน์ของไทยที่แข่งขันได้กับยักษ์ใหญ่ต่างชาติ

ระยะเวลาการคงสภาพแวดล้อมดังกล่าว ไม่นาน ประมาณ 3-5 ปี

ผลลัพธ์ที่คาดหวัง
  • มีธุรกิจบริการออนไลน์ของไทยมาเข้าร่วมช่วงต้นโครงการสัก 20 บริการ
  • เมื่อจบโครงการ มีเหลือรอดไปแข่งขันได้ในระดับโลกสัก 3 บริการ ก็น่าพอใจแล้ว
ผมไม่ได้เสนอให้ ภาครัฐเอาเงินภาษีประชาชนมาพัฒนาบริการเองนะครับ ไม่ว่าจะทำเอง หรือ ตั้งงบจ้างทำ แบบนั้นคงอยู่รอดอยาก หมดเงินก็หมดกัน

ผมไม่ได้เสนอให้ เลือกเอกชนรายใดรายหนึ่งมาลงขันเงินให้ทำ เพราะมันจะไม่เกิดการแข่งขัน ต้องให้รอดจากการแข่งขันด้วยตัวเอง ขอแค่สภาพแวดล้อมในการแข่งขันให้เค้าแข่งได้ก็พอ

ผมแค่เสนอให้ภาครัฐ หรือ สมาคมธุรกิจใหญ่ๆ ร่วมกันสนับสนุนให้เกิดสภาพแวดล้อมดังกล่าวนี้

ตัวอย่างของสิ่งที่อยากให้มีในสภาพแวดล้อมนี้ ก็คือ ภาครัฐและองค์กรเหล่านั้นจะสนับสนุนธุรกิจที่อยู่ในโครงการ โดยจะเลือกใช้บริการก่อน บริการต่างชาติ เช่น

  • จะโปรโมตสนับสนุนให้ลูกค้ารวมถึงบุคลากรของตนเอง ใช้ บริการของไทย แค่ มือถือทุกเจ้า สนับสนุนก็เหลือแหล่ครับ เช่น ตั้งราคาแพ็กเกจที่ใช้บริการเหล่านี้ ถูกกว่า แพ็คเกจ facebook, youtube, LINE
  • รวมเอาลิงค์ไอค่อนบริการเหล่านี้ ติดไปบนมือถือที่ตนเองจำหน่าย แค่นี้ ผู้ใช้ที่ไม่ได้อะไรมาก ก็กดสิ่งที่ติดมากับเครื่อง ก็โอเคแล้ว
  • เลือกลงโฆษณา หรือ สนับสนุนทางการเงินในรูปแบบใดๆ กับบริการเหล่านี้ก่อน ที่จะไปลงกับบริการต่างชาติ
  • ด้านกฎหมาย ให้มีการช่วยเหลือด้านภาษีแก่องค์กรที่ลงโฆษณากับบริการเหล่านี้ อาจจะเป็นรายจ่ายคิดได้ 1.5 เท่าอะไรทำนองนี้ เพื่อให้เค้าเลือกลงก่อนที่จะไปลงก่อนบริการต่างชาติ
  • วาระแห่งชาติ ให้คนไทยร่วมกันสร้างเนื้อหาในบริการเหล่านี้ ในส่วนที่เกี่ยวกับองค์กรของท่าน แทนที่จะเอาไปใส่ในบริการต่างชาติ

แค่นี้ก็เหลือแหล่แล้วครับ ไม่จำเป็นต้องทุ่มเงินลงไปให้ใครแต่อย่างใด แค่มีพันธะสัญญาต่อกันว่า

พวกมึงทำนะ แล้วพวกกูจะใช้

แค่นั้นเอง นะครับ

ต่อความเห็นที่ว่า คนไทยจะทำได้เหรอ ผมเชื่อว่าทำได้ครับ คนไทยเก่งๆ มากมาย ไปเป็นพลังสมองและพลังกายให้ต่างชาติอยู่ก็มาก แค่ยังไม่มีเวทีให้เค้าได้ช่วยชาติ ก็ยังต้องเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง มีอะไรให้ทำก็ต้องทำไปก่อน

ต่อความเห็นที่ว่า ทำไมต้องไปเสนอให้คนโน้นคนนี้ทำ ทำไมไม่ทำเอง คือ ผมมองว่ามันเป็นงานใหญ่ ที่ไม่สามารถทำได้สำเร็จลำพัง SME รายสองรายน่ะครับ มันต้องมีเจ้าภาพที่มีปากมีเสียงจำนวนหนึ่ง ที่มาช่วยกันสร้างวาระ และสัญญาว่าจะใช้

สิ่งที่ทำเองได้ บริษัทฯ ผู้เขียนทำอยู่แล้วครับ บริการอย่าง Longdo Map แผนที่ออนไลน์สัญชาติไทย ทำมา 10 ปีแล้ว แนวคิดคล้ายๆ Google Maps คือ ผู้ใช้ทั่วไปใช้ฟรี แล้วไปหารายได้เอาจากลูกค้าองค์กร

ทำเพราะอยากให้มีบริการแผนที่ออนไลน์ที่เป็นของไทยๆ ทั้งดุ้นสักราย โดยคิดง่ายๆ ว่ามันคงจะไม่ดีต่อประเทศนัก ถ้าบริการระดับฐานรากอย่างแผนที่นี้มีแต่ผู้ให้บริการต่างชาติ ทั้งในเรื่องความมั่นคงและอื่นๆ

ซึ่งที่ผ่านมาก็หนักหนาสาหัสมาก คู่แข่งระดับโคตรใหญ่ทั้งนั้น ระดับโลก ระดับนานาชาติ เรียกได้ว่าไม่เห็นทางรอดเลย ก็ต้องเรียนว่ายังทำอยู่ได้ครับ ไม่ได้ขาดทุนด้วย (ขอขอบคุณลูกค้าทุกท่าน แฮ่ๆ) โดยไม่ได้มีแต้มต่อ และ สภาพแวดล้อมที่เอื้อให้เรามีแต้มต่อในการแข่งขัน แต่อย่างใด

ดังนั้น ถ้าสำหรับบริการ IT ที่เสนอข้างต้น ถ้ามีแต้มต่อให้บริการไทยหน่อย คิดว่าไปรอดอยู่แล้วครับ ให้โอกาสคนไทยด้วยกันเถิด

วิกฤตไม่เป็นโอกาส

จิบกาแฟยามเช้าวันเสาร์ 29 ส.ค.58 พร้อมหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ เหลือบไปเห็นข่าวนี้



จับใจความได้ว่า สมาคมโทรคมนาคมแห่งประเทศไทยฯ เค้าว่า ผู้ใช้ชาวไทยมีการบริโภคเนื้อหาจากต่างประเทศถึง 60% ก็คงพวก facebook, youtube ต่างๆ นานาที่เราๆ ท่านๆ ใช้กันอยู่ทุกวัน อย่างเยอะด้วย

ดังนั้นก็อยากจะเสนอรัฐบาลให้ดึงดูดพวกบริการต่างประเทศเหล่านี้

ให้มาตั้งระบบที่เมืองไทย 

แทนที่จะเป็นที่สิงคโปร์หรือมาเลเซียในปัจจุบัน ซึ่งทำให้บริษัทโทรคมฯ ต้องเสียเงินต่อค่าอินเทอร์เน็ตไปหาประเทศเหล่านี้เยอะมาก ซึ่งก็ต่อเนื่องทำให้ประชาชนต้องเสียค่าใช้อินเทอร์เน็ตแพงอีกทอด ถ้าเนื้อหาต่างๆ อยู่ในประเทศได้ก็ค่าใช้จ่ายตรงนี้ก็จะลดลง

มาตรการที่จะดึงต่างๆ ก็พวกใช้ให้ประโยชน์ด้านภาษี หรือ เงื่อนไขอะไรต่างๆ ก็ให้มันสะดวกขึ้น รวมถึงความมั่นคง อย่าไปเข้มงวดกับเค้ามาก ฯลฯ​ ทำไงให้เค้าอยากมา

อ่านในแว๊บแรกผมก็รู้สึกว่า

ฟังดูดีงาม

มาก

เราๆ ท่านๆ ก็จะจ่ายค่าเน็ตน้อยลง, เค้ามาลงทุน ก็เกิดการจ้างงาน การใช้ง่าย

แต่คิดให้ลึกลงไปอีกนิด

บริการอย่าง facebook, youtube ประชาชนเราใช้ฟรี เสพข้อมูลกันกระหน่ำจนประเทศไทยติดอันดับ 3 ของโลก ถามว่าทำไมเขาทำให้ใช้ฟรีๆ ครับ เพราะเขามีรายได้ รวยระดับโลกด้วย

รายได้จากไหนครับ?

จากโฆษณาไง

ยิ่งผู้ใช้ใช้บริการไหนมากเท่าไหร่ ธุรกิจหรือองค์กรอยากจะลงโฆษณาสินค้าบริการของตนเอง จากเดิมๆ ที่ลงกันในสื่อไทยๆ เว็บไทยๆ ก็ไม่ได้แล้ว ต้องไปลงผ่านบริการเหล่านี้

ซึ่งบอกได้เลยว่าเป็นปริมาณ เงินมหาศาล และมีแนวโน้มจะมากขึ้นเรื่อยๆ ทำไงได้ ก็ผู้ใช้คนไทยอยู่กันบนนี้

และเม็ดเงินเหล่านี้วิ่งตรงไปยังผู้ให้บริการในต่างประเทศ รัฐบาลไทยไม่ได้ภาษีสักสตางค์เดียวด้วย!

ท่านผู้บริหารประเทศ ผู้บริหารธุรกิจโทรคมนาคมฯ​ ทั้งหลาย ถามว่าทราบตรงนี้หรือไม่ครับ

ยิ่งเปิดให้เค้าเข้ามาตั้งระบบ แว๊บแรกอาจจะดีงาม แต่ระยะยาวคืออะไร?

แปลว่า ธุรกิจ ​IT ไทย ปิดประตูตายไปเลยครับ ไม่ต้องคิดทำแข่ง ยกตลาดประเทศให้ facebook, google เค้าไปเลย

ทำไมไม่พลิกวิกฤตเป็นโอกาสล่ะครับ

การที่บริการเหล่านี้อยู่ที่ต่างประเทศ ต้องจ่ายเน็ตแพงถ้าจะใช้ จริงๆ ควรจะทำให้มันยากที่จะใช้ 

ก็ดีแล้วนี่

แล้วก็รวมตัวกันทำของไทยขึ้นมา อะไรอย่าง facebook, youtube แน่นอนถ้าทำให้ดีเท่าเขาหรือเจ๋งกว่าเขาในวันนี้ อาจจะต้องใช้พลังมาก

แต่เริ่มต้นไม่ต้องขนาดนั้นนี่ เอาแค่ 20% ที่ทำให้รองรับ 80% ของการใช้งานของผู้ใช้

ก็เพียงพอแล้ว

เพียงแค่บริษัทโทรคมนาคมในไทยฯ ยักษ์ใหญ่ทั้งหลาย ประกาศสนับสนุน social network ของไทย ถ้าใช้พวกนี้ ค่าโทรถูกกว่า ค่าเน็ตถูกกว่า

ภาครัฐก็สนับสนุนด้วย องค์กรภาครัฐทั้งหลาย จะประชาสัมพันธ์ข้อมูลของตัวเองลงในบริการของไทยเท่านั้น และเม็ดเงินโฆษณาก็จะลงตรงนี้ แทนที่จะไปบริการต่างประเทศ

ทำให้มันเป็นวาระแห่งชาติ

โรงเรียน สถานศึกษาต่างๆ ก็เน้นๆ บริการของไทย

นี่แหละถึงจะเป็น Digital Economy อย่างแท้จริง

แค่นี้ก็เพียงพอสำหรับการเริ่มต้น หลังจากนั้นพอผู้ใช้เริ่มถ่ายเทมาที่บริการของไทย สัก 10-20 ล้านคน จะแข่งขันกับบริการระดับโลกก็ไม่กลัวแล้ว เชิญทุกเจ้ามาตั้งระบบที่ไทยเลย 

ไม่ใช่เรื่องที่ทำไม่ได้ครับ

ประเทศอื่นๆ เค้าไม่ได้ถูก Google, Facebook กินตลาดแทบจะ 100% เหมือนเมืองไทยนะครับ บริการอย่าง LINE, Naver, Baidu, Sina, Renren, Pengyou, QQ, Youku, WeChat ในญี่ปุ่น เกาหลี จีน เค้าสู้กับของฝรั่งได้สบายๆ

ทำไมล่ะ มือตีนก็เท่ากับเรา และของพวกนี้มันทำได้โดยไม่ต้องมีโรงงานลงทุนเป็นหมื่นล้านอะไร แค่มันสมองกับอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ 

อย่าอ้าง เมืองไทยตลาดเล็ก เกาหลีใต้ ประชากรน้อยกว่าเรา

อย่าอ้าง คนไทยภาษาอังกฤษไม่ดี ประเทศพวกนี้ ภาษาไม่ได้ดีเด่กว่าเรา

อยู่ที่ว่าคิดจะสู้หรือเปล่าเท่านั้น!

ซึ่งผมเชื่อว่าถ้าคนอย่าง Mark Zuckerberg หรือ Steve Jobs หรือ Larry Page มาเกิดในเมืองไทย

มันสู้แน่ๆ ว่ะ

เรื่องอื่นๆ เมืองไทยเราก็ทำได้ มีบริษัทระดับโลกหลายเรื่องแล้ว อาหาร เกษตรกรรม น้ำเมา ปิโตรเคมี สื่อสาร เหลือแต่เรื่อง IT นี่แหละ

ซึ่งเริ่มตอนนี้ก็ยังไม่สายครับ แต่ต้องรวมพลัง มีจุดมุ่งหมายอันเดียวกัน

ท่านผู้มีอำนาจและโอกาสทั้งหลาย จะรวมพลังกันสู้ หรือ จะยกตลาดในประเทศถวายฝรั่งก็เชิญเลือกเอาเถิด


วันอาทิตย์, สิงหาคม 16, 2558

สำนัก Project X แห่งชาติ

ผมเคยตั้งคำถามว่า อุตสาหกรรมรถยนต์ของไทยที่ใครเรียกว่าเป็น ดีทรอยท์แห่งเอเชีย แล้วทำไมไม่เห็นมีรถยนต์ยี่ห้อของไทยสักยี่ห้อ?

สอบถามคนในวงการก็ได้รับแต่คำตอบว่า โอ ขนาดนั้นมันยาก ไม่ทันแล้ว คนไทยไม่ไหว ทำไม่ได้หรอก ฯลฯ 

เราเป็นได้แค่ฐานรับจ้างการผลิตให้ต่างชาติ กำไรส่วนบนสุดนั้นบริษัทเจ้าของยี่ห้อเอาไป เหลือให้เราแค่ค่าแรงขั้นต่ำๆ ก็โอแล้วล่ะ

จริงหรือ?

เหลียวมองมาวงการไอที ถามว่า ตั้งแต่เช้ามาท่านได้ใช้ผลิตภัณฑ์ IT อะไรของคนไทยบ้างครับ ฮาร์ดแวร์หรือซอฟต์แวร์ก็ได้ คิดเป็นกี่ % ของทั้งหมดที่ใช้ในแต่ละวัน เกิน 10% มั้ย?

ขอพาดพิงถึงโครงการดิจิทัลอีโคโนมีอีกครั้ง ผมได้มีโอกาสไปร่วมระดมสมองอยู่ครั้งหนึ่ง คุยๆ ในกลุ่มจับใจความได้ว่า เราก็ตั้งเป้าให้ภายใน 3 ปี ทุกหน่วยงานมี IT ใช้กันกว้างขวางและมีประสิทธิภาพ

แค่นั้นเองหรือครับ? ถ้าแค่จะใช้เทคโนโลยี ไม่ต้องถึงกับตั้งกระทรวงใหม่มั้ง ทุกวันนี้ภาคเอกชน ภาคปัจเจกชน เค้าใช้เทคโนโลยีกันเก่งจะแย่ 

ทำไมกรอบความคิดก็ยังอยู่ที่ คนไทยเป็นได้แค่ผู้ใช้ หรือ อย่างดีก็เอามา customize เล็กๆ น้อยๆ ปลายน้ำ เท่านั้น

โครงการระบบรางที่เราจะทำกันเยอะแยะไปหมด ทั้งความเร็วสูง ความเร็วปานกลาง ผมก็ได้ยินแต่เรื่องจะให้ประเทศโน้นประเทศนี้มาทำ กู้ๆ เงินมาสร้างๆ 
ไม่เห็นได้ยินว่าเราจะถือโอกาสนี้พัฒนาเทคโนโลยีอะไรของเราเองเลย 

ผมเชื่อว่า ถ้าคิดว่าทำไม่ได้ ก็จะทำไม่ได้อย่างนี้แหละ ตลอดไปและตลอดชาติ 

เราจะไม่มีวันมีรถยนต์เป็นของตนเอง ไม่มีผลิตภัณฑ์ทางเทคโนโลยีอะไรเจ๋งๆ เป็นของตนเองจนกว่าจะมีคนรุ่นถัดไปที่กล้าคิด และกล้าทำ มาเปลี่ยนความคิดนี้

คนไทยเราไม่ใช่ไม่เก่งนะ ระดับมันสมองก็มีมาก แต่จำนวนมากทำงานบริษัทข้ามชาติกันดีกว่า เงินเดือนดี บริหารงานมีระบบ ก็ต้องกินต้องใช้อ่ะนะ

เก่งมากหน่อยก็ทำ start-up เป็นธุรกิจของตนเอง สักพักก็มีต่างชาติมาลงทุน, ซื้อ, ชวนไปอยู่ต่างประเทศ ฯลฯ ตามสูตร

สิ่งที่ประเทศชาติต้องการอย่างยิ่งตอนนี้ จึงไม่ใช่กระทรวงใหม่ที่มาผลักดันการใช้ IT

แต่คือ ความกล้าคิด ที่จะผลักดันให้ประเทศไทยพลิกกลับมาเป็นผู้ผลิตทางเทคโนโลยีบ้าง

ซึ่งก็ต้องยอมรับความจริงว่าไม่ใช่ว่าอยู่ดีๆ จะเนรมิตให้ประเทศเรากลายเป็นมหาอำนาจทางเทคโนโลยี มันไม่ใช่ง่ายๆ มันต้องมีกลยุทธ์ที่แยบยล มันต้องครบวงจรทั้ง

R - Research
D - Development
E - Engineering
C - Commercial

ไม่ใช่มีแค่ R&D นักวิจัยคิดว่าวิจัยไรดีว้า ทำเสร็จออกมา เอ้าใครอยากเอาไป commercialize บ้าง ทำไมไม่ค่อยมีล่ะ

มันต้องกลับข้างกัน C - Commercial ต้องเป็นตัวนำ เราจะทำอะไร เป้าหมายคืออะไร ทำอย่างไรถึงจะอยู่รอด แข่งขันได้

จากนั้นต้นน้ำ R&D ต้องสนับสนุน และทำให้มันเป็นจริงในระดับอุตสาหกรรมด้วย Engineering
สุดท้ายต้องแข่งขันได้ในระดับ Commercial ซึ่งอาจต้องจำเป็นใช้เทคนิคพวก regulation ต่างๆ มาให้เกิดการแข่งขันที่_ไม่เท่าเทียม_แต่ยุติธรรม เพื่อให้รายใหม่แข่งได้

ผมจึงมองว่า น่าจะมี หน่วยงานที่มีหน้าที่สร้าง Mission ที่ง่ายๆ สั้นๆ และผลักดันทุกวิถีทางที่จะทำให้ Mission นั้นสำเร็จ 

หน่วยงานต้องมีอำนาจข้ามกระทรวง เพราะงานแบบนี้ต้องใช้หลายวงการรวมถึงภาคธุรกิจด้วย 

ไม่ใช่แค่ภาครัฐเอาเงินมาทุ่ม จ้างงาน เอกชนมาทำ แล้วจบ แบบนั้นมันอยู่ไม่ยืด มันต้องให้อยู่ในธุรกิจของตัวเองต่อไปได้ด้วย

Mission เช่น
1. ตู้โดยสารรถไฟต้องเป็นยี่ห้อที่ผลิตในประเทศไทยเท่านั้น
หัวรถจักร ถ้ายากไป ก็ไม่เป็นไร แต่ตู้โดยสาร คนไทยน่าจะทำได้นี่
กระตุ้นให้เกิดผู้ประกอบการสัก 2-3 ราย ผลิตแบบคุณภาพดีๆ หวังส่งออกด้วย

2. รถยนต์ยี่ห้อของประเทศไทย
ไม่ต้องเป็นรถยนต์แห่งชาติของรัฐบาลครับ แบบนั้นอยู่ไม่รอดระยะยาว, แต่ผลักดันให้เกิดธุรกิจรถยนต์ของคนไทย โดยหลายๆ ส่วนไม่จำเป็นต้องทำเอง เช่น เครื่องยนต์ ยากนัก ซื้อมาก่อน ฯลฯ
แต่การ design, branding, การตลาด ต้องทำเอง 

วิธีผลักดันง่ายๆ ก็ออกกฎรถยนต์ภาครัฐทั้งหมดต้องมีรถที่เป็นยี่ห้อของไทยไม่ต่ำกว่า 50%? แค่นี้ก็สร้าง demand มหาศาลแล้วไหม

3. บริการทาง IT ของคนไทย ระดับ 10 Million users มากกว่า 10 บริการ
อ้างถึงบทความ ดิจิทัล อีโคโนมี ของใคร? อย่างที่บอก ปัจจุบันต่างชาติกินรวบ

นิยามของคำว่าของคนไทย คือ ธุรกิจส่วนวิจัยและพัฒนาต้องอยู่ในเมืองไทย, server ต้องอยู่ในเมืองไทย, เสียภาษีประเทศไทย

กระตุ้นด้วยมาตรการทางภาษี ถ้าธุรกิจใช้บริการเหล่านี้ได้ลดภาษี และ ภาครัฐให้เลือกใช้บริการของคนไทยก่อนเท่านั้น

มาตรการกระตุ้นเหล่านี้ (พูดให้ชัดคือ มาตรการกีดกันต่างชาติ เพื่อให้ของไทยสู้ได้) อาจฟังดูจีนๆ สักนิด ฟังดูไม่เสรี ไม่โลกาภิวัฒน์ แต่เป็นสิ่งที่จำเป็น และในฐานะผู้ใช้ต้องทนใช้ของที่ห่วย (กว่าระดับโลก) สักแป๊บ เชื่อว่าไม่นานครับ และต้องทำให้แยบยล

พอปั้นให้ธุรกิจเหล่านี้ใหญ่โตระดับหนึ่งแล้ว ก็กลับมาปล่อยเสรีเต็มที่ได้ครับ ยกตัวอย่างธุรกิจของไทยใหญ่ๆ ปตท., ThaiBev, Central พวกนี้เค้าแข่งระดับโลกได้แล้ว

และงานของ Mission นั้นๆ ก็ถือว่าหมดไป ครบทุก Mission สำนักงานนี้ก็ปิดตัวไปได้

ไม่ง่าย แต่เชื่อว่าทำได้และท้าทายมาก และจะดึงคนเก่งๆ ของเราให้กลับมาทำงานเพื่อชาติ และให้โอกาสพวกเขาในการดำเนินธุรกิจใน Mission นั้นๆ ระดับโลกต่อไปด้วย!



วันพฤหัสบดี, สิงหาคม 13, 2558

เราสามารถโพสต์ blogger ทาง e-mail ได้

โดยไปตั้งค่าไว้ก่อนว่าถ้าส่งถึง callmeott.xxxxxx@blogger.com จะเข้าเป็น Post ฉบับร่างให้เลย

ข้อดีคือ เขียนใน gmail ซึ่งสามารถแปะรูปจาก clipboard ได้ง่ายๆ (cut&paste)
(เขียน blog มันเหนื่อยตอน upload รูป)

วันพุธ, สิงหาคม 12, 2558

Digital Economy ของใคร?

โทรศัพท์มือถือ Smartphone สงครามเหลือแค่ระหว่างสองตระกูลหลัก แอนดรอยด์และไอโฟน จากอเมริกาทั้งคู่ ไอโฟนเครื่องก็ทำโดย Apple อเมริกา ส่วนแอนดรอยด์เครื่องส่วนใหญ่น่าจะจากเมืองจีน ไม่ก็เกาหลี Samsung, LG ไม่ก็ไต้หวัน Asus

นั่งทำงานเบื่อๆ หรือ ยังไม่เบื่อ เราก็เช็ค facebook ของอเมริกา ติดต่อสื่อสารก็แน่นอน ต้อง LINE จากบริษัทเกาหลีในญี่ปุ่น ประชาชนอย่างเราก็ซื้อสติกเกอร์กันสนุกมือ
ล่าสุดมี LINE Pay ด้วยจ่ายเงินซื้อของโน่นนี่ สะดวกสบาย

องค์กรภาครัฐภาคเอกชน จะให้เท่ห์ก็ต้องทำ LINE สติกเกอร์ขององค์กรหน่อย ไว้แจกขำๆ

แสนเบื่อเรียกรถแท็กซี่ทีไรก็ไม่ไป ก็ไปใช้ GrabTaxi สิ (มาเลเซีย) มีตังค์หน่อยก็ Uber (อเมริกา) มันช่างแสนสะดวก

ไปเที่ยวพักผ่อนทำยังไงดี จองโรงแรมก็ต้อง Agoda (อยู่ในเครือ Priceline ของอเมริกา?) หรือ ใหม่ล่ามาแรงก็จองผ่าน Airbnb ประหยัดกว่า และใครมีห้องพักคอนโดว่างๆ ก็ไปฝาก Airbnb ไว้ หารายได้เสริม

จับจ่ายใช้สอยเดี๋ยวนี้ก็ต้อง E-Commerce อยู่บ้านคลิกๆ ของก็มา Lazada (เยอรมัน?) แสนสะดวกสุดๆ หรือว่าจะ Tarad (ญี่ปุ่น?) ดี

ธุรกิจจะลงโฆษณาออนไลน์ ยุคนี้จะมีอะไรสะดวกไปกว่าลงกับ facebook หรือ Google แค่กดๆ คลิกๆ ก็เสร็จ มีเว็บมีคนดูเยอะ ก็เอาพื้นที่ไปให้เค้า เดี๋ยวก็ได้เงินใช้
search engine บ้านเรา Google กินรวบ ส่วนแบ่งตลาดน่าจะ 99.999999%

คนรุ่นใหม่ดู Youtube มากกว่าทีวี จะลงโฆษณาก็ไปลงกับ Youtube สิ มาออก 3/5/7/9 ทำไม

ธุรกิจต้องมีระบบคอมพิวเตอร์ ยุคนี้จะไปซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์เองก็หมดสมัย ใช้ cloud กันดีกว่า นี่เลย Amazon AWS, Google, Microsoft Azure ฯลฯ

ทั้งหมดเป็นเพียงตัวอย่างของโลกยุคใหม่ซึ่งเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังเท้า ผมไม่ปฏิเสธว่าทั้งหมดนี่คือนวัตกรรม
เป็นสิ่งที่ทำให้ชีวิตเราดีขึ้น มันคือหนทางแห่งอนาคตที่เราปฏิเสธไม่ได้

แต่นวัตกรรมเหล่านี้ ให้บริการโดยบริษัทต่างชาติ เม็ดเงินจากผู้ซื้อไหลไปหาตัวกลางที่อยู่ต่างประเทศแทนที่จะวนเวียนอยู่ในประเทศ ทุกครั้งที่คุณนั่ง Uber ที่จองโรงแรมไปเที่ยวในเมืองไทยก็ตาม ค่าต๋งส่วนหนึ่งหายไปสร้างความมั่งคั่งให้ต่างประเทศครับ

และมิหน้ำซ้ำ รายได้ของบริการต่างประเทศเหล่านี้ ประเทศไทยก็เก็บภาษีอะไรไม่ได้ด้วย เสียหายเป็นเด้งที่สอง

เราควรจะต้องตระหนักถึงปัญหานี้ และมีวิธีการอย่างแยบยล ในการแก้ไข ทำอย่างไรให้ธุรกิจไทยแข่งขันได้ หรือ ถ้าไม่ได้อย่างน้อยยังไงต้องเก็บภาษีได้

อาจจะต้องเรียนรู้จากจีน มั้ง

วันศุกร์, พฤษภาคม 24, 2556

แสนสิริ Home Care Less or More?

โครงการของแสนสิริฯ นั้นยอมรับว่ามีความโดดเด่นมาก โดนใจลูกค้าสุดๆ ไม่ว่าจะเป็นรูปลักษณ์ สไตล์โครงการ แบบบ้าน การขาย การตลาด digital กิจกรรมต่างๆ ของลูกบ้าน ฯลฯ เอาเป็นว่าจัดอยู่ระดับหัวแถวของเมืองไทยเลยล่ะ เปิดขายแต่โครงการ หมดเอาๆ ทั้งๆ ที่ราคาก็ไม่ได้ถูก ก็ต้องยอมรับ

บ้านที่ผมอยู่ปัจจุบันนี้ สำหรับผมก็จัดเป็นโครงการหนึ่งของแสนสิริฯ ที่น่าจะเรียกได้ว่าประสบความสำเร็จมากๆ ต้องขอขอบคุณทางแสนสิริฯ ซึ่งกล่าวได้ว่า ถ้ามี่ที่ดินให้ไปสร้างบ้านเอง ให้ได้บรรยากาศ สวยงามขนาดนี้ ชีวิตนี้ก็ไม่รู้จะทำได้หรือเปล่า สโมสรหมู่บ้านผมสวยมากๆ เลยนะครับ

แต่สิ่งที่แสนสิริฯ​น่าจะปรับปรุงคือบริการ Home Care

หลังจากที่เราตกลงใจซื้อบ้านแล้ว ตรวจรับ และ โอนกรรมสิทธิ์แล้ว ปัญหาต่างๆ ภายในบ้าน จะถูกดูแลโดยบริการที่เรียกว่า Home Care ซึ่งจะรับประกันภายหลังการขายเป็นเวลา 1 ปี

ทว่าคุณภาพของบริการของ Home Care นั้น ต่ำกว่าบริการอื่นๆ ของแสนสิริฯ อย่างเห็นได้ชัด
ผมเข้าอยู่บ้านนี้มาเกือบสองปีแล้ว ปัญหาต่างๆ ของ Home Care ก็ยังแก้ไม่เสร็จ จนไม่แน่ใจว่ามันเป็นที่ฝีมือ หรือ ทางเทคนิคของงานก่อสร้างจริงๆ

เจ้าหน้าที่ก็เปลี่ยนบ่อย คนแรกมาจดรายการไว้หมด แก้ไปได้อย่างสองอย่าง ย้ายที่ คนใหม่มา มีปัญหาตรงไหนบ้างนะคะ ขอจดใหม่ เอ้า จดใหม่ แก้ไปสองสามงาน ย้ายที่ คนใหม่มา มีตรงไหนบ้างนะครับ อืมม

หลังๆ โทรตามเยอะๆ ก็ไม่รับสาย ไม่โทรกลับ นานๆ ทีโทรกลับ นานมากๆ ก็บอก โอมันนานแล้ว เลยเวลารับประกันแล้วหรือเปล่าครับ

หลังๆ มีเทคนิค คือ โทรไปโวยกับ call center เลย ให้เขาช่วยตาม เหมือนจะได้ผลนะ

นัดหมายมาซ่อม คุยกันไว้สองงาน มาถึง ทำแค่งานเดียว อีกงาน งง อ้ะ เวลาเหลือ ทำก็ทำ แต่ไม่มีวัสดุ ต้องออกไปซื้อก่อน รถติด กลับมาไม่ทัน ไว้ทำอีกวัน คือกระผมต้องหยุดงานมาเฝ้าพวกคุณนะครับ เขาคงคิดว่าเราไม่มีไรทำ อยู่บ้านตลอด

หลังบ้านแตกร้าวเป็นรอยจำนวนมาก แก้เป็นรอบที่ 8 ได้แล้วมั้ง ก็ยังไม่หาย ไม่รู้เป็นที่อะไร วัสดุ หรือ ฝีมือ แต่ก็ยังดีที่ยังสัญญาว่าจะแก้ให้ต่อไป

กระเบื้องในห้องน้ำห้องนอนแตก เขาก็แก้ให้แต่ทำไงรู้ไหมครับ เลาะกระเบื้องออกไปเหลือผนังปูนโป๊ๆ แล้วก็บอกว่าเดี๋ยวไปสั่งกระเบื้องก่อน  รอไปเดือนนึง ค่อยเอามาปิดให้ เฮ้ยทำไมไม่สั่งให้เรียบร้อยแล้วค่อยมาเลาะมาปิดวันเดียวกันล่ะ งง ไหม

ส้วมมีกลิ่น มีอยู่ห้องเดียวที่มีกลิ่น แก้แล้วก็ไม่หาย เนี่ยเดี๋ยวเขียนนี่เสร็จต้องโทรตามอีก แก้เป็นรอบที่สามแล้วมั้ง

หลังคารั่ว แก้แล้วยังรั่ว แต่กว่าจะทราบว่ารั่วก็เลยมาอีกหน้าฝนนึง เขาว่ามันนานไปแล้ว เลยประกัน อ่าว แต่เถียงกันยืดยาว ก็ตกลงว่าจะส่งบริษัทหลังคาฯ​มาดูให้

บางอย่างก็ไม่แก้ให้ อาจจะเป็นข้อจำกัดจริงๆ

เสาหน้าบ้านแตกร้าว Home Care บอกมันเป็นเสาหลอก แตกแน่ๆ แก้ไปก็แตก แต่ก็ยังดีอุตส่าห์แก้ให้ 1 ครั้ง แล้วไม่ถึงเดือนผ่านไปก็แตกใหม่จริงๆ ก็ปล่อยมันแตกไป อืม

พื้นโรงรถเริ่มแตก Home Care บอกไม่แก้ ไม่รวมในขอบเขต

คือ ถามว่า Home Care แย่มากมั้ย มันก็ไม่ได้เลวร้ายมากอะนะ ก็แก้ให้หลายอย่างมากแล้ว และจุดที่เป็นปัญหาก็ไม่ถึงกับทิ้งงาน อย่างน้อยก็ยังดีที่รับฟัง และแก้ไขให้ มาตลอด แต่มีความรู้สึกเหมือนมันไม่มืออาชีพยังไงชอบกล คือ เทียบกับ ส่วนอื่นๆ ของแสนสิริฯ​ ดูการตลาด การขาย การออกแบบ ฯลฯ นี่ผมว่าแผนกนี้ค่อนข้างด้อยๆ นะ

ทำไมแสนสิริไม่ใช้ผู้รับเหมาแบบมืออาชีพ (ดู http://callmeott.blogspot.com/2013/05/blog-post.html) ซึ่งผมว่าน่าจะดีกว่านี้นะ นัดหมายเป๊ะๆ มาเป็นทีม วัสดุ อุปกรณ์พร้อม แลดูมืออาชีพมากๆ

มันจะแพงขึ้นอีกสักกี่ตังค์ สำหรับบริษัท มหาชน ระดับนี้ กำไรระดับนี้ ผมว่าเจียดเงินมาทำด้านนี้ให้ดีๆ แก้งานให้มันประทับใจ รวดเร็ว มันอาจจะเป็นจุดขายที่เด่นๆ ได้เลยนะครับ

ผู้รับเหมา สองแบบ

ช่วงสองสามปีที่ผ่านมา มีประสบการณ์ซ่อม/ซื้อ/ตรวจรับ/เก็บงานซ่อมแซมบ้านมาพอสมควร เจอผู้รับเหมาอยู่ 2 แบบ 

คือ แบบถูกแต่ปวดหัว เป็นเจ้าของกิจการส่วนตัว คิดราคาไม่แพง ฝีมือก็มีดีบ้าง ไม่ดีบ้าง มาสายบ้าง เบี้ยวบ้าง ช่างก็มาแบบบ้านๆ บางคนเก่ง บางคนมึนๆ แล้วแต่ดวงจะได้ช่างคนไหน โดยมากแต่ละคนจะเก่งเป็นบางงาน เราต้องรู้ว่า เขาถนัดงานปูน งานไม้ งานไฟ ต้องอย่าฝืนให้ทำสิ่งที่เขาไม่ถนัด แต่ปัญหาคือ นัดยาก นัดไม่ค่อยเป็นนัด ติดโน่น ติดนี่ บางทีทำแล้วก็ลืมของโน่นนี่ ต้องออกไปซื้อ กลับมาอีกทีเย็น เลิกงาน ทำได้วันละนิด ถ้าฝีมือดียิ่งนัดยาก ถ้าให้มาแค่เก็บงานเล็กๆ น้อยๆ ยิ่งนัดยากสุดๆ

กับ อีกแบบคือแบบแพงแต่กระเป๋าตังค์จะรั่ว คือ เป็นบริษัท การบริการแทบจะเป็นอุดมคติ มีหัวหน้ามาดู มาตามเวลานัดเป๊ะๆ เก็บรายละเอียดหมด ส่งใบเสนอราคา เขียนชัดเจนว่าจะทำอะไรบ้าง ใช้วัสดุอะไร งานเล็กก็ยอมมาทำ, ก่อนงาน 1 วันโทรคอนเฟิร์ม มาถึงหน้างานตรงเวลา ข้าวของครบ ช่างทุกคนแต่งตัวยูนิฟอร์ม รู้นาทีของตน ทำเร็วโคตร ชำระเงินรูดบัตรเครดิตก็ได้ ออกบิลก็ยังได้ รับประกันผลงาน 1 ปี มีเสียในสิ่งที่ทำไป ซ่อมให้ฟรี

แต่แพงโคตรๆ เลยล่ะ น่าจะ 2-3 เท่าของแบบแรกได้ เรียกใช้เฉพาะอะไรที่มันฉุกเฉิน น้ำรั่ว อะไรพวกนี้ที่รอไม่ได้ และเรียกแบบแรกก็ไม่ยอมมา

มันจะมีแบบตรงกลางมั้ยนะ ที่เอาบริการดีๆ แต่ราคาเบาๆ หน่อย เข้าใจว่าการบริการที่ดีมันก็ต้องมีค่าใช้จ่ายในการจัดการ แต่คุณก็ใช้ซอฟต์แวร์ใช้การบริหารจัดการอะไรทำให้มันมีประสิทธิภาพ ต้นทุนจะได้ไม่สูงมาก ได้ไหม

dtac คิดตังค์ผิด สองครั้งแล้วนะ

ก่อนนี้ผมเป็นคนประเภทไม่ค่อยได้เช็ครายละเอียดพวกบิลค่าใช้จ่ายอะไรเท่าไหร่ อาศัยความคิดว่า บริษัทมหาชนระดับนี้ มันจะปล่อยให้ผิดมาได้ย้งไง ต้องมีระบบตรวจสอบหลายขั้นหลายตอน แต่ในช่วงปีที่ผ่านมาปรากฎว่าโดนคิดตังค์ผิดไปสองรอบครับ เลยต้องขออนุญาตบันทึกไว้เป็นอุทาหรณ์

ตัวผมเองใช้ dtac มาตั้งแต่เริ่มทำงาน ปี 1996 (สมัยเรียนไม่มีโทรศัพท์มือถือใช้นะครับ เด็กสมัยนี้อาจจะไม่เข้าใจ นัดเพื่อนก็ต้องนัดเวลา โทรตามก็โทรตู้สาธารณะ หลังๆ มีเพจเจอร์ค่อยยังชั่ว) ก็ใช้เป็นเบอร์หลักมาตลอดจนถึงปัจจุบัน ช่วงต้นปีที่แล้ว (2012) ติดตามภรรยาไปเยอรมัน ประมาณ 9 วัน ซึ่งก่อนไปก็ได้ไปติดต่อขอเปิด roaming และเปิดอินเตอร์เน็ตซึ่ง dtac เขามี package วันละ 25 MB คิดเงินประมาณ สามร้อยบาทหรือไงเนี่ย ซึ่งก็ได้ให้เจ้าหน้าที่เปิด package แบบที่ว่า ตลอดระยะเวลาที่ไป คิดง่ายๆ คือ ใช้งานได้วันละ 25 MB จะเสียเงินประมาณ 3,000 บาท (คร่าวๆ นะครับ) ก็โอเค

ตอนแรกคิดว่า 25 MB มันจะทำไรได้วะ แต่เอาเข้าจริงๆ ก็พอได้อยู่นะครับ เพราะว่าเวลาที่อยู่ที่พัก หรือ บ้านเพื่อน ฯลฯ เราก็มี WIFI อยู่แล้ว จะ up รูป ดู youtube อะไรก็ทำตอนนั้น แต่ตอนเดินทางก็เปิดแค่ฉุกเฉินจริงๆ เปิดดูแผนที่แว็บๆ, เช็คเมล, อ่าน facebook ก็ยังพอได้นะ ซึ่งทาง dtac เขาก็อุตส่าห์มี app บน iphone ให้เราดูว่าแต่ละวันใช้ไปกี่ MB ซึ่งก็ดีมาก แถมเวลาใช้ใกล้ๆ จะถึง limit จะมี sms มาเตือนด้วย ซึ่งเราก็จะดู app นี้ตลอด และมั่นใจใช้ไม่เกินแน่ๆ

จนกลับมาเมืองไทย สิ้นเดือนครับ บิลมา หมื่นกว่า ซึ่งจริงๆ มันควรจะแค่ประมาณ 3,000 บวกค่าโทรค่าอะไรก็ไม่น่าจะเกิน 5,000 ดูรายละเอียดก็เป็นค่า Roaming Net เนี่ยล่ะ บอกว่าวันนี้ใช้เท่านั้นเท่านี้ ไม่เกิน 25 MB แต่มีอยู่วันนึงใช้ 490 MB ซึงเป็นวันที่บินกลับด้วย เครื่องออกบ่ายๆ ตอนเช้าก็ไม่ได้ทำไรเลย เก็บกระเป๋า ขับไปสนามบิน แทบไม่ได้เล่น Net เลยด้วยซ้ำ น่าจะน้อยกว่าวันอื่นๆ ด้วย โทรไป call center เขาก็ว่าตามบิล ผมก็แย้งว่ามันจะเป็นไปได้ไง แถมดูใน app ของ dtac เองก็เห็นอยู่ว่าวันนั้นแทบไม่ได้ใช้อะไรเลย น้องเขาก็ว่า ค่ะ ค่ะ เดี๋ยวเช็คให้ สักพักใหญ่ๆ ก็โทรกลับมาว่า สงสัยระบบคิดผิด ตัดออกให้ละกัน จบ

อืม ถ้าไม่ได้โทรไปโวยจะเป็นไงเนี่ย จ่ายฟรี ห้าพัน

โอเคไม่เป็นไรผิดพลาดกันได้

อีกครั้งหนึ่งเมื่อเดือนที่ผ่านมานั่นเอง (ปี 2556) ซึ่งค่าโทรศัพท์ผมแต่ละเดือนดูง่ายๆ คือ จะประมาณพันนิดๆ (มีค่า net unlimited และก็ package อะไรสักอย่าง ซึ่งก็โทรเต็มที่ ก็ปริ่มๆ ไม่ค่อยเกิน ยกเว้นโทรไปต่างประเทศ) อยู่ดีๆ ค่าโทรกระโดดไปสองพัน ผมก็ หือ เราทำไรหว่า โทรไปเมืองนอก ก็นิดเดียว มาจากไหนอีกพัน โทรไปถาม call center บอกว่าเป็นค่าอินเตอร์เน็ตค่ะ ผมก็บอก อ้าว ก็ผมใช้ unlimited package แล้วจะคิดค่า Net อะไรอีก ใช้เกิน limit 2G (เกินทุกเดือน) คุณก็ตัดความเร็วผมนิ มีคิดตังค์เพิ่มด้วยเหรอ) น้องเขาก็บอก อ่าว เหรอ อะ ค่ะ ค่ะ เช็คก่อนค่ะ

สักครู่ใหญ่ๆ โทรมา อ๋อ คิดตังค์ผิดค่ะ มันช่วงรอยต่อ package หมด ไม่ได้ต่ออันใหม่ให้ ช่วงนั้นเลยคิดเป็นค่า Net ราคาปกติ เดี๋ยวทำใบลดหนี้ให้ค่ะ จบกันง่ายๆ

เฮ้ย แล้วคนที่ไม่ได้เช็ครายละเอียด จ่ายๆ ไปตามนั้น ก็ซวยดิครับ มันควรต้องมีบทลงโทษ หรือ ค่าทำขวัญ หน่อยป้ะ ไม่งั้นเราไม่รู้ในแต่ละเดือน คุณแอบใส่ข้อผิดพลาดแบบนี้ให้กับผู้ใช้สักกี่คนจากหลายล้านคน ก็กลายเป็นรายได้ไม่รู้เท่าไหร่ ผมว่ามันไม่ค่อยแฟร์เท่าไหร่นะ

เอาว่าถ้าคิดผิดมาอีกที เดี๋ยวจะโวยละกัน สองครั้งแรกให้อภัย

อย่างไรก็ตามในกรณีทั้งสอง ทาง call center ของ dtac (1678) ก็ได้ให้ความช่วยเหลือเป็นอย่างดี รับฟัง และ แก้ไข ปัญหาจนลุล่วง ด้วยความสุภาพอ่อนน้อมครับ ในจุดนี้ต้องขอชม มา ณ ที่นี้

วันเสาร์, มิถุนายน 19, 2553

อ่าว กรรม

จะเข้าไปค้นศัพท์บัญญํติสักหน่อย